วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

อปัณณกชาดก ชาดกว่าด้วยข้อปฏิบัติเพื่อป้องกันความผิดพลาด ตอนที่ ๑


อปัณณกชาดก

ชาดกว่าด้วยข้อปฏิบัติเพื่อป้องกันความผิดพลาด

สถานที่ตรัสชาดก
เชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี

สาเหตุที่ตรัสชาดก

วันหนึ่ง อนาถบิณฑิกเศรษฐีและบริวารได้นำดอกไม้ธูปเทียนและสิ่งของควรแก่สมณะบริโภค ไปกราบถวายบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสงฆ์ ณ เชตะวันมหาวิหารตามปกติ ในวันนั้นมีสหายของท่านเศรษฐีอีก ๕๐๐ คน ซึ่งเป็นสาวกของ อัญญเดียรถีย์ ตามไปด้วย




ครั้นฟังพระธรรมเทศนาจบแล้ว สหายของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ๕๐๐ คนนั้น เกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเปี่ยมล้น จึงละ มิจฉาทิฐิ ความเห็นผิด เลิกนับถือลัทธิอัญญเดียรถีย์ ประกาศตนเป็น พุทธมามกะ ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งตลอดไป นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ต่างก็ตั้งใจไปวัดให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนามิได้ขาด
ต่อมา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จจากเชตะวันมหาวิหาร นครสาวัตถี ไปประทับ ณ กรุงราชคฤห์ พวก อุบาสก สาวกเก่า อัญญเดียรถีย์ทั้ง ๕๐๐ คน ก็เลิกไปวัด หันกลับไปนับถืออัญญเดียรถีย์ตามเดิมอีก
ครั้นอีก ๗-๘ เดือนต่อมา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จกลับไปยังเชตะวันมหาวิหารตามเดิม อัญญเดียรถีย์ทั้ง ๕๐๐ คนนั้น ก็ตามอนาถบิณฑิกเศรษฐีไปวัดอีก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสเตือนสติด้วยการตรัส อานิสงส์ ของการบูชา พระรัตนตรัย ว่ามีอานิสงส์มากคือ 
๑. ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งย่อมไม่ไปอบาย คือไม่ไปเกิดในนรก เป็นต้น 
๒. ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งย่อมไปบังเกิดในเทวโลก ได้เสวยทิพยสมบัติอย่างแน่นอน
ฉะนั้น การที่อัญญเดียรถีย์ทั้ง ๕๐๐ คนนี้เป็นคนโลเลกลับกลอก รับไตรสรณคมน์แล้วละทิ้งเสีย ย่อมเป็นความผิดมหันต์ ไม่สมควรอย่างยิ่ง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงระลึกชาติหนหลังของอัญญเดียรถีย์ทั้ง ๕๐๐ คนนี้ด้วย บุพเพนิวาสานุสติญาณ แล้วตรัสเป็นปริศนาธรรมว่า
“ แม้ในกาลก่อน มนุษย์ทั้งหลาย ถือเอาสิ่งที่ไม่ใช่สรณะว่า เป็นสรณะ โดยการถือเอาด้วยการคาดคะเน โดยการถือเอาผิด ๆ จึงตกเป็นภักษาหารของยักษ์ในทางกันดาร ถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง ส่วนเหล่ามนุษย์ผู้ถือการยึดถือชอบธรรม คือ ยึดถือเหตุผล ยึดถือไม่ผิด ได้ถึงความสวัสดีในทางกันดาร” 
ครั้นตรัสแล้วก็นิ่งเสีย อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงกราบทูลอาราธนา พระพุทธองค์จึงตรัสเล่า อปัณณกชาดก มีความโดยย่อว่า


เนื้อหาชาดก

ครั้งหนึ่ง ในอดีตกาล ณ เมืองพาราณสี มีพ่อค้าใหญ่ ๒ คนเป็นเพื่อนกัน ต่างนำสินค้าบรรทุกเกวียนไปขายยังต่างถิ่นเมืองไกลเป็นประจำ แต่นิสัยใจคอของพ่อค้าทั้งสองคนนี้แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน 




พ่อค้าคนหนึ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์ หูเบา เชื่อคนง่าย และขาดความสังเกต จึงมักตัดสินใจผิดพลาดเป็นประจำ
ส่วนพ่อค้าอีกคนหนึ่งเป็นคนมีสติปัญญา มีความรู้ดีและช่างสังเกต ที่สำคัญที่สุด คือ ไม่หูเบา ไม่เชื่อคนง่าย
พ่อค้าช่างสังเกตนี้มีหลักธรรมประจำใจที่เรียกว่า อปัณณกธรรม แปลว่า ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดพลาด ๓ ประการคือ 
๑. เตรียมป้องกันความลุ่มหลงเมามัว ในการดูรูปสวย ๆ ในการฟังเสียงไพเราะ ในการสูดกลิ่นหอมหวน ในการลิ้มรส ในการสัมผัสในอารมณ์น่าใคร่ อันเป็นเหตุให้ต้องเสียงาน โดยมี อินทรียสังวร คือ สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ของตน เมื่อได้เห็น ได้ฟัง ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้แตะต้อง ได้นึกคิด จึงมีสติมั่น ไม่ยินดียินร้าย ไม่ประมาท ว่าสิ่งเหล่านั้นมีโทษเพียงเล็กน้อย มีความตื่นตัว รู้จักระแวงภัยจากวัตถุ และอารมณ์น่าใคร่ และรู้จักระวังป้องกันภัยที่จะมาถึง เสมือนกระต่ายขุดโพรงอาศัยอยู่เพียงโพรงเดียว แต่ขุดปล่องเตรียมทางหนีทีไล่ไว้ถึง ๕ ปล่อง 
๒. เตรียมป้องกันปัญหาเรื่องปากท้อง โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน (ถ้ากินน้อยไปก็ไม่มีแรง ถ้ากินมากไปก็ง่วงเหงาหาวนอนจิตใจฟุ้งซ่าน ถ้ากินไม่เป็นเวลา น้ำย่อยก็กัดกระเพาะลำไส้ ถ้ากินสิ่งมึนเมาให้โทษก็เสียสุขภาพ) โดยมี โภชเนมัตตัญญุตา คือรู้จักประมาณในการกินอาหาร ได้แก่ กินแต่พอดีไม่มากไม่น้อยเกินไป เลือกกินแต่ของที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายเท่านั้น ในการรับประทานอาหารเมื่อรู้สึกว่าอีก ๔-๕ คำจะอิ่มให้หยุดเสีย แล้วดื่มน้ำแทนสักแก้วหนึ่งก็จะอิ่มพอดี 
๓. เตรียมป้องกันปัญหาเกียจคร้านสันหลังยาว ไม่เห็นแก่ความสุขในการนอน โดยประกอบ ชาคริยานุโยค คือ ฝึกสติให้เป็นคนตื่นตัวอยู่เสมอ เช่น ระลึกถึงหน้าที่การงานที่รับผิดชอบตลอดเวลา ออกกำลังแต่พอดี พักผ่อนตามเวลาอันควร สวดมนต์ ภาวนา รักษาศีล เป็นกิจวัตร
นอกจากตนเองจะตั้งอยู่ในอปัณณกธรรมทั้ง ๓ ประการนี้แล้ว พ่อค้าช่างสังเกตยังอบรมบริวารทั้ง ๕๐๐ คนของตน ให้ปฏิบัติตามอีกด้วย
อยู่มาคราวหนึ่ง พ่อค้าทั้งสองคนต่างคิดจะเดินทางข้ามทะเลทรายซึ่งกันดารมาก ไปค้าขายยังเมืองเดียวกัน แต่ไม่อาจไปพร้อมกันได้เพราะอาหาร น้ำ และหญ้าระหว่างทางจะขาดแคลนไม่พอเพียงสำหรับคนและโค
พ่อค้าหูเบาคิดว่าตนควรจะออกเดินทางไปก่อน ด้วยเหตุผลว่า 
๑. หนทางยังราบเรียบ ไม่ถูกเหยียบย่ำให้แตกเป็นฝุ่น 
๒. หญ้าเลี้ยงโคก็มีเต็มที่ ยังไม่มีใครแตะต้อง 
๓. พืชผักผลไม้ก็ยังบริบูรณ์อยู่ทั้งสองข้างทาง 
๔. น้ำตามทางยังใสสะอาดอยู่ น่าดื่มกิน 
๕. สามารถตั้งราคาสินค้าขายได้ตามใจชอบ

ส่วนพ่อค้าช่างสังเกตคิดว่าควรจะออกเดินทางไปที่หลัง ด้วยเหตุผลว่า 
๑. หนทางที่ขรุขระจะราบเรียบสม่ำเสมอ เพราะคนชุดก่อนถากถางไว้แล้ว 
๒. หญ้าเลี้ยงโคก็จะงอกขึ้นใหม่ อ่อนกำลังดี 
๓. พืชผักซึ่งคนชุดแรกเด็ดกินไป จะแตกยอดขึ้นมาใหม่ อ่อนกำลังน่ารับประทาน 
๔. ในบริเวณไม่มีน้ำคนชุดแรกก็จะต้องขุดบ่อน้ำเอาไว้แล้ว 
๕. การตั้งราคาสินค้าเป็นการยากถ้าหากขายสินค้าตามที่คนชุดแรกตั้งไว้ย่อมสะดวกกว่า

พ่อค้าหูเบานำบริวาร ๕๐๐ คน พร้อมด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม บรรทุกสินค้าไปเต็มที่ เตรียมน้ำใส่ตุ่มใหญ่ ๆ บรรทุกเกวียนไปด้วย กะให้พออาบกินตลอดระยะทางกันดาร ๖๐ โยชน์ เดินทางไปจนเข้าเขตทะเลทราย จนถึงเขตแดน ยักษ์ กินคน พวกยักษ์กลุ่มหนึ่งประมาณ ๒๐ ตน จำแลงกายเป็นคนนั่งรถเทียมด้วยโคขาวปลอดประดับประดาอย่างสวยงามสวนทางมา โคลนติดล้อหนาเตอะเหมือนเพิ่งเดินทางฝ่าสายฝนที่ตกหนักมาใหม่ ๆ แต่ละคนท่าทางแข็งกระด้างกำแหงหาญ ยืนบ้าง นั่งบ้างบนรถ เคี้ยวกินเหง้าบัวอย่างเอร็ดอร่อย แสดงว่าสองข้างทางที่พวกเขาผ่านมานั้น มีห้วยหนองคลองบึงเต็มไปหมด
ยักษ์แปลงนั้นแสร้งพูดหลอกพ่อค้าหูเบาให้ตายใจว่า หนทางที่ผ่านมานั้นฝนตกหนัก น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องขนตุ่มน้ำไปให้หนักเปล่า แล้วขับเกวียนผ่านไป พอลับตาก็กลับเป็นยักษ์กินคน ย้อนติดตามหลังขบวนเกวียนของพ่อค้า

พ่อค้าหูเบาเห็นแก่ความสะดวกสบาย ไม่คิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบ สั่งบริวารให้เทน้ำในตุ่มทิ้งเสียหวังจะได้น้ำบ่อหน้า แต่เดินทางไปตลอดวันจะหาน้ำสักหยดก็ไม่พบ จึงรู้ว่าถูกหลอกเสียแล้ว ครั้นตกเย็นก็อ่อนเปลี้ยเพลียแรง หิวโหย อดทั้งข้าวและน้ำ ทั้งคนและโคก็สลบไสล กลายเป็นอาหารอันโอชะของยักษ์กินคนในค่ำคืนนั้นเอง เหลือไว้แต่เกวียนบรรทุกสินค้า จอดอยู่กลางทะเลทรายอันเวิ้งว้างเท่านั้น 




ต่อมาประมาณเดือนครึ่ง พ่อค้าช่างสังเกตก็ออกเดินทางพร้อมด้วยบริวาร ๕๐๐ คน ขับเกวียน ๕๐๐ เล่ม ตามมาอย่างระมัดระวัง ค่ำที่ไหนก็พักที่นั่น ก่อนนอนก็จัดขบวนเกวียนให้เรียบร้อย และตั้งเวรยามคอยป้องกันรักษาสินค้าอย่างรัดกุม จนกระทั่งล่วงเข้าเขตทะเลทราย พ่อค้าช่างสังเกตก็เรียกประชุมบริวารทั้งหมด ให้โอวาทแก่คนเหล่านั้นให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ให้ถือปฏิบัติอปัณณกธรรมทั้ง ๓ ประการอย่างเคร่งครัด คือ มีอินทรียสังวร โภชเนมัตตัญญุตา และชาคริยานุโยค แล้วตั้งกฎข้อบังคับขึ้นเป็นหลักปฏิบัติชั่วคราว ๓ ข้อ คือ 
๑. ให้ทุกคนใช้น้ำอย่างประหยัด 
๒. ห้ามรับประทานพืชผักผลไม้ประหลาดที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เป็นการป้องกันไม่ให้หลงกินพันธุ์ไม้มีพิษ 
๓. ให้ช่วยกันสังเกตธรรมชาติ และความเคลื่อนไหวผิดปกติต่าง ๆ ตลอดทางไม่เห็นแก่พักผ่อนหลับนอน
เมื่อเดินทางข้ามทะเลทรายมาได้ครึ่งทาง ยักษ์กินคนก็แสดงตนเป็นคนขับเกวียนสวนทางมา และทำอุบายเช่นเดิม พ่อค้าช่างสังเกตพอเห็นก็จับพิรุธได้ทันทีว่า 
๑. บุคคลเหล่านี้มีท่าทางแข็งกร้าวห้าวหาญผิดมนุษย์ 
๒. บุคคลเหล่านี้มีนัยน์ตาแดงเหมือนคนโกรธจัด ผิดมนุษย์
๓. บุคคลเหล่านี้ แม้ยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดก็ไม่มีเงาปรากฏ ผิดมนุษย์
พ่อค้าช่างสังเกตเชื่อว่า กลุ่มบุคคลประหลาดที่สวนทางมานี้ ต้องไม่ใช่มนุษย์แน่นอน คงจะเป็นยักษ์จำแลงมาทำอุบายหลอกลวง จึงประชุมให้โอวาทแก่บริวารทั้ง ๕๐๐ คน ชี้แจงให้ทราบถึงธรรมชาติของฝนตกว่า 
๑. เมื่อฝนตก ลมฝนอันเย็นชุ่มชื่นจะต้องพัดครอบคลุมไปเป็นระยะทาง ๓ โยชน์ แต่พวกตนมาใกล้บริเวณที่ว่าฝนตกแล้ว ก็ยังมิได้ต้องลมนั้นเลย 
๒. เมื่อฝนตก ฟ้าย่อมแลบแปลบปลาบแลเห็นได้ในระยะทาง ๕-๖ โยชน์ แต่ก็ยังไม่เคยเห็นสายฟ้าแลบสักแปลบเดียว 
๓. เมื่อฝนตก เมฆฝนดำครึ้มย่อมปรากฏให้เห็นได้ในระยะทาง ๓ โยชน์ แต่ก็ยังไม่เคยเห็นเมฆแม้แต่ก้อนเดียว 
๔. เมื่อฝนตกฟ้าย่อมร้องครืน ๆ ไปไกล ได้ยินในระยะทาง ๒ โยชน์ แต่ก็ยังไม่เคยได้ยินเสียงฟ้าร้องสักครืนเดียว 

ครั้นได้ชี้แจงให้บริวารทราบดังนี้แล้ว จึงกำชับให้ทุกคนใช้น้ำอย่างประหยัดยิ่งขึ้น เร่งขับเกวียนไป เย็นวันนั้นเองก็เดินทางไปถึงบริเวณที่กองเกวียนของพ่อค้าหูเบาจอดสงบอยู่ รายรอบด้วยกองกระดูกของคนและโค ที่ยักษ์กินทิ้งไว้

พ่อค้าช่างสังเกตฝึกปฏิบัติอปัณณกธรรมมาเป็นปกติวิสัย จึงไม่หวาดหวั่นครั่นคร้ามกุมสติได้อย่างดี สั่งให้บริวารปลดเกวียนออก ตั้งกองค่ายเกวียนเป็นวงรอบทั้งคนและโค แล้วพักกินอาหารเย็นท่ามกลางกองเกวียนนั้น ตกค่ำก็จัดคนแข็งแรงมีอาวุธครบมือผลัดกันอยู่เวรยามตลอดคืน ยักษ์จึงไม่กล้าเข้ามากล้ำกราย 




รุ่งเช้าก็สั่งบริวารให้รีบทำกิจส่วนตัวให้โคกินหญ้า แล้วเลือกเอาแต่เกวียนที่แข็งแรงแน่นหนาไว้ คัดเอาสินค้ามีค่าของพ่อค้าหูเบาตามใจชอบ แล้วออกเดินทางไปยังเมืองที่ตนปรารถนา ขายสินค้าเหล่านั้น ทั้งหมดได้กำไรงามกว่าที่คิดไว้ถึง ๒-๓ เท่าตัว และกลับสู่เมืองพาราณสีโดยสวัสดิภาพ
นับแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา พ่อค้าและบริวารทั้ง ๕๐๐ คน ล้วนซาบซึ้งถึงอานิสงส์อันประเสริฐของอปัณณกธรรม ว่าเป็นธรรมสำหรับคุ้มครองชีวิตและป้องกันความผิดพลาดได้ดีเลิศ ต่างคนต่างปฏิบัติอปัณณกธรรมเต็มที่ตามกำลังความสามารถของตน ทำให้เป็นผู้มีสติ มีเหตุผล รู้คุณและโทษ รู้ความเจริญและความเสื่อม รู้ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ รู้ฐานะและมิใช่ฐานะ แล้วถือเอาฐานะที่ไม่ผิดไว้ ไม่ถือเอาโดยการคาดคะเน เป็นผู้มีปัญญาปฏิบัติตรงตามหนทางของบัณฑิตตลอดอายุขัย ครั้นละโลกแล้วก็ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ สมแก่กรรมดีที่ตนทำไว้โดยทั่วหน้า 
ท้ายที่สุดแห่งชาดกพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสุภาษิตว่า
“การถือเอาโดยการคาดคะเนเป็นประมาณ จัดเป็นการถือที่ผิด การถือตามเหตุผลซึ่งเป็นจริง จัดเป็นการถือที่ถูก สิ่งใดที่ไม่ผิด ผู้เป็นบัณฑิตย่อมถือสิ่งนั้น”

อธิบายศัพท์
อปัณณกชาดก (อ่านว่าอะ-ปัน-นะ-กะ-ชา-ดก)
สาวก     ผู้ฟังคำสอนศิษย์
อัญญเดียรถีย์      นักบวชนอกพระพุทธศาสนาประเภทหนึ่ง ซึ่งหลงเข้าใจผิดว่าการทรมานตัวด้วยวิธีต่าง ๆ ย่อมสามารถทำให้หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ได้
มิจฉาทิฐิ             ความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรมเช่นเห็นว่าบิดามารดาไม่มีพระคุณต่อเรานรก-สวรรค์ไม่มีบุญ-บาปไม่มีเป็นต้น
พุทธมามกะ        หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ าพุทธศาสนิกชนหรือชาวพุทธ หมายถึงผู้ยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก เป็นแนวทางปฏิบัติและเป็นแบบแผนในการดำเนินชีวิต
อุบาสก                ฆราวาสผู้ชายที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง
อานิสงส์              ผลบุญผลแห่งกุศลกรรมประโยชน์
พระรัตนตรัย      แปลว่าแก้วประเสริฐ ๓ ดวง เป็นศัพท์เฉพาะหมายถึง สิ่งเคารพนับถือสูงสุดของพุทธศาสนิกชน ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผู้ใดเคารพนับถือและปฏิบัติตามด้วยความจริงใจย่อมสามารถยกใจของผู้นั้นให้สูงขึ้น พ้นจากอำนาจกิเลสทั้งหลายได้ และนำความปลาบปลื้มใจมาให้
สรณะ                  แปลว่า ที่พึ่ง ที่ระลึก หมายถึงที่พึ่งทางใจ เมื่อเกิดปัญหาชีวิตขึ้นผู้ถือสิ่งใดเป็นสรณะก็จะระลึกถึงสิ่งนั้นชาวพุทธพึ่งพระรัตนตรัยด้วยการระลึกถึงคุณความดีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทำไว้แล้วเป็นตัวอย่างแล้วปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนอย่างเคร่งครัดโดยมีพระสงฆ์ทำหน้าที่เป็นทั้งครูและกัลยาณมิตรคอยแนะนำตักเตือนให้
บุพเพนิวาสานุสติญาณความรู้อันเป็นเครื่องระลึกได้ถึงขันธ์อันตมและสัตว์อื่นเคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนหรือการระลึกชาตินั่นเอง
โยชน์                   ระยะทางยาว ๔๐๐ เส้น
ยักษ์                     เป็นอมนุษย์พวกหนึ่ง เป็นกายกึ่งหยาบกึ่งละเอียด คือไม่หยาบเท่ากายมนุษย์ แต่ไม่ละเอียดเท่ากายเทวดา เพราะฉะนั้นบางครั้งจึงเหาะได้หายตัวได้เช่นเดียวกับเทวดา แต่ในเวลาเดียวกันก็สามารถกินอาหารหยาบ ๆ เช่นเดียวกับมนุษย์ได้ เดิมที่ยักษ์เคยเป็นมนุษย์มาก่อน แต่เป็นคนมีนิสัยมักโกรธ ถึงแม้จะให้ทานรักษาศีล แต่ก็ทำด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เมื่อละโลกไปแล้วจึงไปเกิดเป็นยักษ์

ติดตามข้อคิดจากที่ได้จากชาดกเรื่องนี้ในตอนที่ ๒
คลิกลิงก์ เพื่ออ่านตอนที่ ๒ https://perceiveddhamma.blogspot.com/2019/07/blog-post_31.html

ขอขอบคุณ เรื่องและภาพจาก นิทานชาดก อันดับที่ ๑ โดยหลวงพ่อทัดตชีโว (เผด็จ ทตฺตชีโว)
ขอขอบคุณภาพ จาก www.dmc.tv, www.historycollection.co, www.pantip.com

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ทำผิดทั้งๆที่รู้ แก้ได้อย่างไร


ทำผิดทั้งๆที่รู้

ถาม : ทำไมคนส่วนใหญ่จึงชอบทำผิดทั้งๆ ที่รู้คะ ?
หลวงพ่อตอบ : การทำผิดทั้งๆรู้มีอยู่ ๓ ลักษณะด้วยกัน คือ
        ๑. ทำผิดเพราะติดนิสัยมักง่ายมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งความผิดประเภทนี้ มักเป็นความผิดเล็กน้อย ไม่ใช่ความผิดร้ายแรง เช่น เดินลัดสนาม ไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย ทิ้งขยะไม่เลือกที่ ฯลฯ



        ๒. ทำผิดเพราะหลงคิดว่า คนเราตายแล้วสูญ ชาติหน้าไม่มี เขามีความคิดว่าความดีความชั่วที่ทำไว้ มีผลเฉพาะชาตินี้เท่านั้นเอง
       ฉะนั้นถ้าเขามีอำนาจหรือสามารถหลีกเลี่ยงได้ กฎหมายจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน เขาก็จะไม่ถูกลงโทษ และไม่มีผลอะไร
        คนทำผิดลักษณะนี้ถือว่าเป็นความผิดเนื่องจากขาดหิริโอตตัปปะคือ ขาดความละอายขาด ความเกรงกลัวต่อผลของบาป
       คนพวกนี้เขาจะรู้สึกว่าตัวเองเก่ง เมื่อสามารถคดโกงเอาเปรียบคนอื่นได้ คนบางคนของในบ้านทั้งหมดทั้งของกินของใช้ ล้วนแต่เป็นของที่โกงเขามาทั้งนั้น



        ๓.  ทำผิดเพราะขาดกำลังใจที่จะทำความดี ความผิดประเภทนี้ทำทั้งๆ ที่รู้ว่าผิดกฎหมายและรู้ด้วยว่าบาป แต่ก็ทำ
     เพราะเขาไม่มีกำลังใจที่จะตัดใจไม่ให้ทำชั่ว และขาดกำลังใจที่จะทำความดี ปล่อยให้ความอยากมีอำนาจเหนือจิตใจ



       การแก้ไขคนทำผิดทั้งรู้ จะต้องปูพื้นฐานให้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ โดย

      ๑. พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ต้องไม่ปล่อยปละละเลยเด็กต้องฝึกเด็กในเรื่องระเบียบวินัยตั้งแต่ยังเล็ก โดยถือว่าวินัยต้องเริ่มที่บ้านแล้วต่อเติมที่โรงเรียน



       ๒. อบรมให้เด็กรู้บุญรู้บาป เพื่อว่าต่อไปในภายภาคหน้า เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น จะได้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

      เพราะมีพื้นฐานใจที่ละอายต่อความชั่ว กลัวบาป ไม่กล้าทำความชั่วความผิด ทำให้เด็กสามารถเตือนตนเองได้ บังคับตัวเองได้



       ๓.  ฝึกให้ไหว้พระสวดมนต์ ให้นั่งสมาธิก่อนนอนทุกคืน จะได้มีกำลังใจละเว้นการทำความชั่วทุกรูปแบบ และมีกำลังใจพร้อมที่จะทำความดีทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตนเอง




ที่มา : หลวงพ่อตอบปัญหา (พระเผด็จ ทัตตชีโว)

สำหรับผู้ชายที่เติบโดจนอายุครบ 20 ปีแล้ว ก็สามารถเพิ่มเติมคุณธรรมในตัว ด้วยการบรรพชาอุปสมบท เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เพื่อศึกษาเพิ่มพูนปัญญาบารมี อย่างน้อย 1 พรรษา สร้างภูมิคุ้มกันตนเอง ไม่ให้ทำผิดพลาดในการดำเนินชีวิต หรือ ไม่ทำผิดทั้ง ๆ ที่รู้นั่นเอง



ขอขอบคุณ ภาพจาก www.pixabay.com
www.dmc.tv
www.facebook.com/ภาพดีๆ072
www.facebook.com/dhammavipulo
www.facebook.com/Kaprow Kaidow Kafae

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2562

ประเพณีรดน้ำดำหัว ประเพณีแห่งความเคารพ


เมื่อเทศกาลสงกรานต์เวียนมาถึง การเดินทางกลับไปพบปะสมาชิกในครอบครัวใหญ่ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้ง ประเพณีสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยในทุกภูมิภาค คือ ประเพณีการรดน้ำดำหัว ประเพณีนี้จัดขึ้นโดยให้ผู้ใหญ่หรือผู้มีอาวุโสสูงสุดในที่นั้นเป็นตัวแทน ให้ลูกหลานได้นำน้ำหอมน้ำปรุงลอยดอกไม้หอมมารดที่มือของท่าน บางท้องถิ่นก็อาจจะราดรดทั้งตัว เป็นการมาขอพรจากผู้ใหญ่ไปในตัว ซึ่งก็ถือเป็นโอกาสดีในการที่ผู้ใหญ่จะได้ให้โอวาทแก่ลูกหลาน เพราะนานทีปีหนจะได้มาอยู่ร่วมกัน ได้เจอหน้าพบปะกับเครือญาติ และที่สำคัญพิธีนี้เป็นการแสดงออกถึงความเคารพที่มีต่อบุพการีและผู้มีพระคุณอีกด้วย 




พิธีนี้เมื่อจัดขึ้นในวัดที่มีพระเถรานุเถระที่เราเคารพศรัทธา เรียกว่า พิธีถวายน้ำสงกรานต์พระเถระผู้ใหญ่

 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้เข้าร่วมพิธีถวายน้ำสงกรานต์พระเถระผู้ใหญ่
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้เข้าร่วมพิธีถวายน้ำสงกรานต์พระเถระผู้ใหญ่ 

จึงกล่าวได้ว่าประเพณีรดน้ำดำหัวเป็นประเพณีแห่งความเคารพ ที่คนไทยนั้นได้สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และสิ่งที่น่าสนใจค้นคว้าเพิ่มเติมคือความสำคัญของความเคารพ

ความเคารพนั้น หากเราจะศึกษาให้จริงจัง จากหนังสือ “ที่สุดแห่งธรรม ถึงได้ด้วยความเคารพ” คุณครูไม่เล็กท่านได้ให้ข้อมูลไว้ชัด โดยมีทั้งคำแปลและความหมาย ทั้งความหมายโดยย่อและความหมายโดยลึกซึ้ง ดังนี้
คำว่า เคารพ เป็นคำไทยที่แผลงมาจากภาษาบาลีว่า คารวะ และ ครุ
ครุ แปลว่า หนักแน่น ตระหนัก ธรรมชาติที่ควรได้ ไม่ควรทอดทิ้ง ไม่ควรดูหมิ่น
บุคคลที่ควรแก่ความเคารพ เช่น พระตถาคตเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวกของพระตถาคตเจ้า อุปัชฌาย์ อาจารย์ มารดา บิดา พี่ชาย พี่สาว เป็นต้น ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และความดีให้
ความเคารพ หมายถึง ความตระหนักในคุณงามความดีของบุคคล หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด จนกระทั่งอดไม่ได้ที่จะแสดงความยอมรับนับถือด้วยความจริงจังและจริงใจ



ดังนั้น โดยนัยที่ลึกซึ้ง ความเคารพที่แท้จริง จะทำให้บุคคลผู้มีความเคารพนั้น ไม่มีความคิดจะไปจับผิด ไม่คิดลบหลู่ดูถูก และไม่คิดตีเสมอใคร มีแต่ความคิดจะค้นหาคุณงามความดีในบุคคล หรือสิ่งนั้น ๆ และยังอดไม่ได้ที่จะยอมรับนับถือด้วยการยกย่อง เทิดทูน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง มั่นคง จริงใจ ไม่เสแสร้ง เพื่อให้ความดีบังเกิดขึ้นในตนเองตามไปด้วย



หากเราได้เคารพบิดามารดาและผู้มีพระคุณด้วยความลึกซึ้งตามความหมายที่คุณครูไม่เล็กได้ให้ไว้ คุณธรรมความดีย่อมเพิ่มพูนในตนเอง ความรักใคร่สมัครสมานสามัคคีในครอบครัว ย่อมเกิดขึ้น เมื่อหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคมเต็มเปี่ยมไปด้วยความเคารพ ความมั่นคงของสังคมย่อมเกิดขึ้นตามมา และความเป็นปึกแผ่นของพระพุทธศาสนาก็จะสามารถคาดหวังได้อย่างแน่นอน



ด้วยเหตุนี้เอง ความเคารพจึงได้ชื่อว่าเป็นธรรมที่คุ้มครองพระสัทธรรมให้คงอยู่อย่างแท้จริง




ขอกราบอนุโมทนาทุกท่านที่ได้กลับไปสืบทอดรักษาประเพณีรดน้ำดำหัวในวันสงกรานต์ หรือกราบถวายน้ำสงกรานต์พระเถระผู้ใหญ่ เพื่อแสดงออกซึ่งความเคารพที่แท้จริง และมีจุดมุ่งหมายที่จะเพิ่มพูนคุณธรรมในตัว ด้วยการมองหาความดีที่มีในตัวของบุพการี ครูบาอาจารย์และผู้มีพระคุณ แล้วนำไปประพฤติปฏิบัติเพื่อให้เป็นความดีในตัวของเราสืบต่อไป 



ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก หนังสือที่สุดแห่งธรรม ถึงได้ด้วยความเคารพ
ขอขอบคุณ ภาพจากเพจการบ้าน, เพจภาพดีๆ072,
http://web2.mfu.ac.th, www.konthong.com

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2562

โครงการบรรพชาสามเณรฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทั่วไทย ตอน บวชแล้วได้อะไรบ้าง

โครงการบรรพชาสามเณรฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทั่วไทย ในปีพุทธศักราช 2562นี้ จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 31 มีนาคม - 30 เมษายน พ.ศ.2562 ที่วัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี



การบรรพชาสามเณรนั้น นอกจากจะเป็นการสืบทอดศาสนทายาทในพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นโอกาสในการให้ความรู้ ให้การอบรมขัดเกลาเยาวชนชายของเราให้มีความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ทำให้พวกเขาได้รู้จักการรับผิดชอบตนเองและสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข ภายใต้กรอบของระเบียบวินัยและศีลธรรมที่ดีงาม



การจะเปลี่ยนเด็กหรือวัยรุ่นให้มีพัฒนาการได้ดังที่กล่าวมานั้น ย่อมต้องอาศัยบทฝึกต่าง ๆ เช่น ความดีสากล ที่จะให้เค้าได้เกิดการเรียนรู้และปรับตัว เพื่อเพิ่มพูนความสามารถเฉพาะตัวและฝึกนิสัยที่ดีโดยใช้เวลาช่วงปิดภาคเรียนให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ซึ่งช่วงเวลาประมาณ 1 เดือนของโครงการจึงถือว่าเหมาะสมที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวของเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครอง รวมถึงเป็นการสร้างพลเมืองและศาสนทายาทที่มีคุณภาพได้



บทฝึกสามเณรมีอยู่ด้วยกันหลายเรื่อง เช่น บทฝึกที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ได้แก่ การใช้อิริยาบทต่างๆ มารยาทในการรับประทานอาหาร การใช้งานและทำความสะอาดในห้องต่าง ๆ เช่น ห้องน้ำ ห้องรับประทานอาหาร ห้องแต่งตัว ห้องนอน และ ห้องเรียน โดยออกแบบให้สามเณรได้เรียนรู้อย่างเหมาะสมแก่วัย อยู่ในท่ามกลางความใส่ใจของพระอาจารย์ พระพี่เลี้ยง 





สิ่งที่สามเณรจะได้รับการถ่ายทอดและฝึกฝน คือ ความสะอาด ความมีระเบียบ ซึ่งเมื่อกลับไปถึงบ้าน ผู้ปกครองอาจแปลกใจว่าลูกหลานของตน สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างน่าชื่นใจ โดยใช้เวลาเพียงชั่วเดือนเดียว



ว่าที่สามเณรทั้งหมดจะได้รับการฝึกตั้งแต่เริ่มต้นเข้าโครงการ เมื่อเริ่มโกนผม ใส่ชุดขาว การเรียนรู้ก็เกิดขึ้นในทันที หากลองติดตามชีวิตของน้อง ๆ ดู จะเห็นว่าน่าสนใจ และอาจจะดูเป็นเรื่องแปลกสำหรับบางครอบครัวที่ลูก ๆ หลาน ๆ จะได้มาทำสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเขาเอง แต่เมื่อชมจากคลิปนี้แล้วจะเห็นว่า นี่คือโครงการที่ฝึกหัดขัดเกลาต้นกล้าของพระศาสนาให้เติบโตเป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงต่อไป (คลิป 4 วัน ว่าที่สามเณรเรียนรู้อะไรบ้าง)





กิจวัตรในแต่ละวันของสามเณร เป็นการฝึกระเบียบวินัย การตรงต่อเวลา และการนั่งสมาธิ โดยจะมีการทำกิจกรรมเป็นหมู่คณะพร้อมเพรียงกัน ทำซ้ำ ๆ ทุกวันอย่างตลอดต่อเนื่อง ก่อให้เกิดนิสัยที่ดีติดตัวไปได้ เช่น การรู้รักสามัคคี ความมีน้ำใจ ช่วยเหลือแบ่งปันกัน ถือเป็นการฝึกนิสัยและความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี ด้วยความสุภาพ และมีความเคารพให้เกียรติทั้งต่อพระอาจารย์และเพื่อนสามเณรด้วยกันเอง



กิจกรรมพิเศษ ได้แก่ นิทรรศการและภาพยนตร์สามมิติ ที่มีเนื้อหาเป็นความรู้ทางพระพุทธศาสนา เป็นการสอดแทรกสาระและองค์ความรู้ผ่านสื่อที่ตื่นเต้นชวนติดตาม สร้างความสนใจให้กับเด็กๆ โดยพวกเขาจะได้รู้ทั้ง พุทธประวัติ เรื่องกฎแห่งกรรม และความรู้เกี่ยวกับภพภูมิต่างๆ ซึ่งเป็นความจริงของชีวิตที่น่าศึกษา เพื่อจะได้เป็นภูมิคุ้มกัน ไม่ให้น้อง ๆ ดำเนินชีวิตผิดพลาด นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องราวของสามเณรอรหันต์ที่สามารถนำมาเป็นไอดอลหรือต้นแบบสำหรับเด็กได้



หากจะว่าไปแล้ว น้องๆที่มาบวชสามเณรเหล่านี้ถือว่าเป็นเด็กที่ได้โอกาสมากกว่าเด็กๆอีกหลายล้านคน การได้มาฝึกฝนอบรมผ่านในโครงการที่สมบูรณ์ทั้งในเรื่องขององค์ความรู้และการลงมือปฏิบัติ เป็นการเตรียมความพร้อมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เปรียบเสมือนได้ติดอาวุธทางปัญญาตั้งแต่เยาว์วัย นั่นคือ ธรรมะอันเป็นแก่นแท้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้การบวชยังนำพาความปลื้มใจให้แก่คุณพ่อคุณแม่ที่เห็นลูกได้แสดงความกตัญญูกตเวที และเป็นการสืบทอดประเพณีอันดีงามแก่คนรุ่นต่อไปอีกด้วย

ขอขอบคุณ เพจนิต้าหาเรื่อง, เพจข่าวบุญใจสว่าง , เพจภาพดีๆ072

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

พิธีแห่นาคนั้นสำคัญไฉน!?

ข่าวร้อนสะเทือนขวัญประจำสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา คงหนีไม่พ้นเรื่องการบุกเข้าทำร้ายนักเรียนและอาจารย์ที่ รร.มัธยมวัดสิงห์ โดยคณะผู้จัดวงดนตรีในพิธีแห่นาค

สาเหตุมาจากการขอให้ลดเสียงดนตรีที่ใช้ในงานพิธีแห่นาค  อะไรเป็นเหตุจูงใจที่ทำให้ เยาวชน 4 คน และ ชายฉกรรจ์ 20 คน ต้องทำขนาดนั้น หากคาดเดาเบื้องต้นน่าจะป็นเพราะ คณะดนตรีนั้นต้องการแสดงฝีมือให้สมกับเงิน 2หมื่นที่ถูกจ้างมา หรืออาจคิดว่าถ้าไม่มีดนตรี งานบวชจะไม่เป็นงานบวช พิธีแห่นาคอาจไม่สมบูรณ์ เมื่อถูกขอให้ลดเสียงก็เกิดความโกรธเคือง ลุแก่โทสะ ยกพวกบุกพังห้องสอบ GATPAT ทำร้ายอาจารย์และนักเรียนบาดเจ็บ ลวนลามนักเรียนหญิง โดยเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลากลางวัน ที่นักเรียนทั้งหลายกำลังนั่งสอบอยู่

แต่สุดท้ายจบลงที่ว่า ชายกลุ่มนี้มีการสารภาพว่าดื่มสุราในวัด จึงเกิดการขาดสติ ทำการอุกอาจในโรงเรียนโดยไม่ยั้งคิด ชายกลุ่มนี้จึงได้รับข้อหากันไปคนละ 6 ข้อหา คือ 1.ข่มขืนใจผู้อื่น 2.มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป 3.ดื่มสุราในวัด 4.ร่วมกันบกรุกสถานที่ราชการ 5.ร่วมกันทำร้ายร่างกาย 6.ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ส่วนหัวหน้ากลุ่มได้รับเพิ่มเติมอีก 1 ข้อหา คือ อนาจารผู้อื่นที่มีอายุไม่เกิน 15 ปี



เรื่องนีเป็นอุทาหรณ์สอนใจที่ดีว่า การเป็นชาวพุทธที่มาร่วมทำกิจกรรมชาวพุทธในวัดนั้น หากไม่รู้หลักคิดหลักปฏิบัติที่ถูกต้องดีงาม ใช้อารมณ์และขาดสติ ย่อมทำให้เกิดความเสียหายทั้งต่อตนเองและผู้อื่น รวมถึงไม่รักษาภาพลักษณ์ที่ดีงามของพระพุทธศาสนาอึกด้วย

แต่หากคนพุทธเราร่วมกันสอดส่องดูแล โดยศึกษาถึงวัฒนธรรมประเพณีให้ถ่องแท้ แล้วนำมาปฏิบัติ ย่อมนำความเจริญมาสู่ตนองและพระพุทธศาสนา ดังนั้น เราจึงนำสาระเรื่องการแห่นาค มานำเสนอในที่นี้

แห่นาคทำไม ... ทำไมต้องแห่นาค ?

การแห่นาค เป็นการเตรียมกาย วาจา ใจ ของผู้บวช โดยเดินหมุนขวา 3 รอบโบสถ์ หรือพระเจดีย์ หรือศาลา ที่ทำพิธีขอบรรพชา เพื่อแสดงเคารพในพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นการสำรวมจิต ก่อนเข้าไปพบพระพุทธเจ้า (พระพุทธรูปหรือพระประธาน) พระอุปัชฌาย์และคณะสงฆ์ เพื่อขอเข้ารับการบวช ยกตนจากผู้ที่เคารพในพระรัตนตรัย เป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัย จึงมีขอควรปฏิบัติ ดังนี้

1. การแต่งตัวนาค ควรแต่งด้วยชุดขาวทั้งหมด ซึ่งจะบ่งบอกถึงความสะอาดบริสุทธิ์ ทั้งกาย วาจา ใจ ของผู้ที่จะบวช การแต่งตัวนาค ไม่ควรมีเครื่องประดับประดามากจนเกินไป โดยขอแนะนำเครื่องแต่งตัวนาคตามประเพณีนิยมดังนี้ (1) เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว (2) สบงขาว (3) อังสะขาว (4) เข็มขัด หรือสายรัดสำหรับรัดสบง ในส่วนเข็มขัดนี้ ใช้สำหรับรัดสบงขาว ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมใช้เข็มขัดนาค ในกรณีที่ไม่มีเข็มขัดนาคจะใช้เข็มขัดอย่างอื่นหรือสายรัดแทนก็ได้ ไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัว แต่การใช้เข็มขัดนาคเป็นการปฏิบัติตามประเพณีการบวชพระที่นิยม เพื่อให้สอดคล้องกับคำว่า "นาค" ซึ่งเป็นชื่อเรียกผู้ที่จะบวชในพระพุทธศาสนาเท่านั้น (5) เสื้อคลุมนาค (6) สร้อยคอ หากมีสร้อยคอจะสวมให้นาคก็ได้ หรือไม่สวมก็ได้ แต่ไม่ควรคล้องพวงมาลัยให้นาค เพราะจากนาคจะกลายเป็นนักร้องแทน

2.การเดินประทักษิณเวียนขวารอบสีมา การเวียนประทักษิณในทางพระพุทธศาสนา คือ การกระทำที่สุจริตถูกต้องชอบธรรมทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ การหมุนไปทางขวา คือการหมุนไปสู่ความดีทั้งทางกาย วาจา และใจ ตรงกันข้ามกับการหมุนไปด้านซ้ายเป็นการหมุนทวนความดี คือ การกระทำที่เป็นทุจริตทางกาย วา และใจ การทำประทักษิณเวียนขวารอบสีมาก่อนเข้าอุโบสถของผู้ที่จะบวชพระนี้ นอกจากจะเป็นการแสดงความเคารพตามธรรมเนียมโบราณแล้ว ยังเป็นอุบายที่คนโบราณสอนให้รู้ว่า สิ่งที่จะทำต่อไปนี้เป็นการกระทำที่สุจริตถูกต้องชอบธรรมทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ

3.นอกจากนั้นการทำประทักษิณก่อนเข้าสู่พิธีอุปสมบท ยังเป็นช่วงเวลาให้นาคได้มีโอกาสทำสมาธิรวบรวมจิตใจไม่ให้ตื่นเต้นจนเกินเหตุ ญาติของนาคจึงไม่ควรส่งเสียงหรือโห่ร้อง ร้องรำทำเพลง ประโคมดนตรีอันจะเป็นการรบกวนสมาธิของนาค อีกทั้งไม่ควรให้นาคขี่คอ ขึ้นคานหาม หรือแบกหามซึ่งจะดูไม่เรียบร้อย หากพลัดตกลงมาอาจเป็นอันตรายจนถึงชีวิตทำให้นาคไม่ได้บวช จึงควรให้นาคเดินตามปกติ โดยให้นาคประณมมือ มีดอกไม้ที่เตรียมไว้อยู่ในมือเดินทำประทักษิณเวียนขวารอบอุโบสถ 3 รอบ จะมีผู้กั้นสัปทนให้นาคก็ได้ การทำประทักษิณให้เริ่มต้นจากสีมาตรงกลางด้านหน้าอุโบสถ (เริ่มจากสีมาที่จะวันทา) ส่วนญาติๆ ถือบริขารพร้อมทั้งเครื่องไทยทานที่จัดเตรียมไว้ ตามความนิยมโดยทั่วไปบิดาจะสะพายบาตรถือตาลปัตร ส่วนมารดาถือพานแว่นฟ้าสำหรับใส่ผ้าไตรครองเดินตามหลังนาค แถวถัดมาเป็นธูปเทียนแพ เครื่องไทยทานสำหรับพระอุปัชฌาย์และพระคู่สวด และเครื่องบริขารอย่างอื่นโดยลำดับ ในขณะเดินให้นาคสวดบทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ดังนี้ "อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯลฯ"

4.เมื่อเดินครบ 3 รอบแล้ว นาคต้องวันทาสีมาหน้าอุโบสถก่อนเข้าไปในเขตสีมา นาควางดอกไม้เครื่องสักการะไว้บนพานที่เตรียมไว้ บางแห่งให้จุดธูปเทียนด้วย แต่โดยมากนิยมให้ดอกไม้ธูปเทียนไว้บนพานหรืออุปกรณ์อย่างอื่นที่จัดเตรียมไว้ โดยมากไม่จุดธูปเทียน นาคกราบสีมา 3 หน แล้วยืนขึ้นกล่าวคำวันทาสีมา จากนั้นให้นาคนั่งคุกเข่ากราบ 3 หน แล้วเข้าไปภายในอุโบสถ ในขณะเข้าประตูโบสถ์ไม่ควรยกนาคข้ามธรณีประตู หรือยกขึ้นเพื่อเอามือแตะคานประตู ตามที่นิยมปฏิบัติกันโดยขาดความเข้าใจ เพราะอาจพลัดตกลงมาแขนขาหักได้ ให้นาคเดินเข้าอุโบสถตามปกติ โดยบิดามารดาและญาติจะแตะที่ตัวนาคตามเข้าไปก็ได้

เราจะเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์ของประเพณีพิธีแห่นาคนั้นเป็นสิ่งที่งดงาม เป็นไปเพื่อการสืบทอดอายุพระศาสนา ไม่ได้มีดนตรีหรือความคึกคักครื้นเครงใด ๆ เป็นสาระสำคัญ 

ดังนั้นชาวพุทธจึงควรร่วมกันรักษา ให้ประเพณีการบวชนี้ เป็นความภาคภูมิใจของเรา เพื่อให้ความรักและหวงแหนในพระพุทธศาสนาถ่ายทอดสู่ลูกหลานรุ่นต่อไป รวมถึงสามารถนำไปเผยแพร่ในนานาประเทศที่พระพุทธศาสนาได้ไปถึง และยังได้กลับไปฟื้นฟูยังดินแดนพุทธภูมิอันเป็นต้นแหล่งแห่งพระพุทธศาสนาอีกด้วย




และท้ายที่สุด ขอเชิญชายไทยทั้งหลายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้บวชเพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณของพระรัตนตรัย บิดามารดา ผู้มีพระคุณ และแผ่นดินไทยที่ให้ที่พักพิงแก่เรามาช้านาน เพื่อฝึกฝนตนเอง และรักษาขนบธรรมเนียมอันดีงามให้สืบต่อไปอย่างยาวนาน สมกับคำพูดที่ว่า เมืองไทย เมืองพุทธ







ขอบคุณเพจ

PPTV HD 36
Phra Sanitwong Charoenrattawong
https://www.facebook.com/100003796217040/posts/157745089239

พี่หนาน หลงยุค


https://www.facebook.com/chaiwat68/photos/a.1278540215605849/1988675247925672/?type=3&theater